Hyperloop สุดยอดนวัตกรรมแห่งอนาคตที่จะช่วยให้ชีวิตเราสะดวกขึ้น! หากใครที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุงคงต้องเคยเจอกับปัญหารถติด รถช้า รถมาไม่ตรงเวลา หรืออยากจะไปเที่ยวต่างจังหวัด จะไปรถไฟก็ช้า เครื่องบินบางทีก็ตั๋วแพง ก็เรียกได้ว่าปัญหาการคมนาคมในไทยยังคงไม่ได้ถูกแก้ไขอย่างจริงจังเสียที แต่ถ้าใครเคยติดตามข่าวสารด้านการคมนาคมระดับโลกมาบ้าง คงจะเคยได้ยินชื่อของ Hyperloop ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ที่เขาว่ากันว่า Hyperloop จะกลายมาเป็นการคมนาคมทางหลัก

และสามารถพัฒนาให้เป็นช่องทางการคมนาคมพื้นฐานในแตละประเทศได้อีกด้วย ที่สำคัญ Hyperloop ยังเป็นการเดินทางด้วยความเร็วสูงชนิดที่เรียกว่า จากกรุงเทพไปเชียงใหม่ใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงเท่านั้น แล้วเจ้า Hyperloop นี้ จริงๆ แล้วมันคืออะไรกันแน่ มาทำความรู้จักกับการคมนาคมสุดล้ำแห่งอนาคตตัวนี้ไปพร้อมๆ กันเลย

                Hyperloop คือเทคโนโลยีการคมนาคม หรือการขนส่งมวลชนรูปแบบใหม่ ด้วยการเคลื่อนที่ผ่านท่อสุญญากาศ โดยผู้โดยสารจะนั่งในแคปซูล หรือกระสวยที่ออกแบบให้ใช้กับ Hyperloop โดยเฉพาะ ซึ่งการเคลื่อนที่ของกระสวยดังกล่าวใน Hyperloop จะใช้การลอยตัวด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Levitation Technology) และด้วยความที่ท่อขนส่งเป็นแบบสุญญากาศ ทำให้มีแรงเสียดทานต่ำ สามารถทำความเร็วได้มากขึ้นกว่าการเดินทางรูปแบบอื่นๆ จึงคาดการณ์กันว่าในทางทฤษฎีแล้ว การเดินทางด้วย Hyperloop สามารถทำความเร็วได้ถึง 1,200 กิโลเมตร/ชั่วโมง เลยทีเดียว ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ ก็คือ เราสามารถเดินทางจาก กรุงเทพ-เชียงใหม่ ที่มีระยะทางประมาณ 700 กิโลเมตร ได้ในเวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงเท่านั้น

Hyperloop

สำหรับรูปแบบการทำงานของ Hyperloop จะใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) เป็นพลังงานหลักเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ส่วนท่อขนส่งภายในที่เป็นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า ด้านบน กับด้านล่างของท่อจะมีตัวแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อพยุงให้กระสวย หรือแคปซูลดังกล่าวลอยอยู่กลางท่อ เวลาเคลื่อนที่จึงไม่มีการเสียดทานกับพื้นผิวใดๆ เหมือนกับล้อรถยนต์ หรือต้องโดนแรงต้านอากาศแบบเครื่องบิน และตรงนี้เองที่เป็นจุดเด่นทำให้ Hyperloop สามารถเดินทางด้วยความเร็วสูงได้ดีกว่าพาหนะชนิดอื่นๆ

จริงๆ แล้วไอเดียในการแก้ปัญหา หรือการพัฒนาการคมนาคมในทุกๆ พื้นที่มีอยู่ก่อนนานแล้ว แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการลดปัญหาการจราจรด้วยการสร้างถนนเพิ่มขึ้น หรือถ้าเป็นระบบขนส่งมวลชนใหญ่ๆ ก็จะใช้รถไฟฟ้าแบบที่ประเทศไทยมี หรือแผนการสร้างรถไฟความเร็วสูงที่กระจายคนออกนอกเมืองหลวง แต่พอดีว่าไอเดียการพัฒนาคมนาคมจุดนี้ดันไปอยู่ในหัวสมองของ Elon Musk เจ้าพ่อเทคโนโลยีระดับโลก ผู้ก่อตั้งบริษัท SpaceX และ Tesla ทำให้ไอเดียนี้กำลังถูกทำขึ้นให้เป็นจริง

Elon Musk เปิดเผยทฤษฎี Hyperloop นี้ตั้งแต่ปี 2013 โดยให้ความเห็นว่า เทคโนโลยี Hyperloop จะเป็นระบบขนส่งมวลชนที่รวดเร็ว และสะดวกที่สุด อีกทั้งต้นทุนในการก่อสร้างก็ถือว่าถูกกว่า โดย Elon ได้ยกตัวอย่างการสร้างรถไฟความเร็วสูงที่สหรัฐอเมริกาโครงการหนึ่งที่ใช้เงินลงทุนถึง 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.1 ล้านล้านบาท) แต่สำหรับการก่อสร้าง Hyperloop จะใช้เงินลงทุนเพียง 6 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.9 แสนล้านบาท) เท่านั้น ซึ่งถือว่าประหยัดงบประมาณไปได้หลายเท่าตัว

แต่อย่างไรก็ตาม Elon Musk ไม่ได้เป็นผู้พัฒนา Hyperloop เป็นผู้เดียวบนโลกใบนี้ เพราะเขาให้เหตุผลว่านี่เป็นนวัตกรรมที่จะเปลี่ยนระบบการขนส่งของมนุษยชาติให้ดีขึ้น ดังนั้น ไอเดียนี้เขาให้ใช้เป็น Open Source บริษัทอื่นๆ สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้ทันทีโดยไม่มีข้อแม้ ทำให้มีบริษัทเอกชนชื่อดังอย่าง Virgin Hyperloop One และ Hyperloop Transportation Technology นำไอเดียนี้ไปพัฒนาด้วย ส่วนตัว Elon Musk เองก็ตั้งบริษัท The Boring Company ขึ้นมาใหม่เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีด้าน Hyperloop นี้โดยเฉพาะ

แน่นอนว่าจุดเด่นอย่างแรกของการใช้ Hyperloop ก็คือ ความเร็วในการเดินทาง ด้วยการใช้เทคโนโลยีแม่เหล็กไฟฟ้า ที่ช่วยให้ตัวแคปซูลลอยตัวอยู่เหนือราง เป็นการวิ่งแบบ “ไร้ล้อ” ทำให้ไม่มีแรงเสียดทานบนพื้นผิว ประกอบกับท่อส่งเป็นแบบสุญญากาศ ทำให้ไม่มีแรงต้านอากาศเข้ามาเกี่ยวข้อ การเร่งความเร็วไปจนถึงระดับ 1,200 กิโลเมตร/ชั่วโมง จึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ประการที่สอง เรื่องของพลังงาน ตัว Hyperloop เองใช้พลังงานสังเคราะห์ที่มาจากพลังงานแสงอาทิตย์อีกทีหนึ่ง ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด ไม่มีการสร้างมลพิษเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ หรือสร้างมลภาวะออกสู่โลกภายนอก ซึ่งแตกต่างกับการเดินทางด้วยยานพาหนะแบบอื่น ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์, เรือ หรือเครื่องบิน เพราะยานพาหนะทั้งหมดเหล่านี้ล้วนใช้เชื้อเพลิงที่เป็นน้ำมันในการขับเคลื่อนทั้งสิ้น และการเผาไหม้เชื้อเพลิงเหล่านั้นก็สร้างมลภาวะทางอากาศให้กับโลกของเราดังที่เห็นกันในปัจจุบัน

ประการที่สาม งบประมาณในการดำเนินการก่อสร้างถูกกว่าการสร้างรถไฟความเร็วสูงเสียอีก ทำให้การลงทุนสร้าง Hyperloop ในแต่ละพื้นที่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่ถูกกว่า อีกทั้งตัวท่อส่ง รวมถึงระบบต่างๆ ใช้พื้นที่น้อยกว่าการสร้างทางรถไฟด้วย

ประการที่สี่ เนื่องจาก Hyperloop สามารถทำความเร็วได้สูงมาก สิ่งที่ตามมาก็คือ การประหยัดเวลาในการเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง และเมื่อการเดินทางจากที่ไกลๆ สามารถทำได้ในเวลาอันสั้นแล้ว การลดความแออัดของประชากรในชุมชนเมืองก็จะตามมาด้วย ลองคิดเล่นๆ ว่า ตัวเราอยู่เชียงใหม่ แต่เข้ามาหางานทำในกรุงเทพ พอเลิกงานก็กลับบ้านที่เชียงใหม่ได้ในเวลาครึ่งชั่วโมง ไม่ต้องมาอาศัยอยู่ในเมืองหลวง แบบนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี

แต่อย่างไรก็ตาม การใช้งาน Hyperloop ในเชิงพาณิชย์อาจจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เพราะขั้นตอนการพัฒนาระบบ และเทคโนโลยีต่างๆ ยังไม่ถึงจุดที่จะนำออกมาใช้งานจริงได้ แต่จากผลการทดลอง พร้อมทั้งการอัปเดตความคืบหน้าต่างๆ ของโครงการที่เปิดเผยออกมาให้เห็นกัน ก็นับเป็นสัญญาณที่ดีว่า Hyperloop น่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในอนาคตอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไหน และผลการดำเนินงานจะเป็นอย่างไรบ้างเท่านั้นเอง และถ้าประเทศไทยได้มีโอกาสสร้าง Hyperloop ให้ใช้งานได้จริง นอกจากความเจริญก้าวหน้าของเศรษฐกิจ และการลดปัญหาการจราจรแล้ว คราวนี้ เราคงได้เสียเงินให้กับ Hyperloop เพื่อไปเที่ยวต่างจังหวัดกันบ่อยขึ้นแน่นอน บทความแนะนำ 9 โรคประหลาด ที่ไม่น่ามีในโลก

อ่านบทความ เพิ่มเติม ได้ที่ รักษาผดร้อน ด้วย 5 วิธีแบบธรรมชาติ